การจัดงานบุญประเพณีและศาสนกิจสำคัญของวัด ไม่ว่าจะเป็น โครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน งานเทศน์มหาชาติ หรืองานทอดกฐินประจำปี ล้วนเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้หมวดเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก ในหลายครั้งหากกำลังศรัทธาหรือยอดเงินบริจาคของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ไม่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายคงที่ของวัด เช่น ค่าภัตตาหาร ค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า มักจะตกเป็นภาระทางการเงินและกลายเป็นหนี้สินสะสมของวัดโดยมิได้เจตนา
เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้แก่พระพุทธศาสนาในระยะยาว "การวางแผนจัดตั้งกองทุนเสถียรภาพวัด" ผ่านกลไกการทำประกันชีวิตรูปแบบสวัสดิการ โดยระบุให้วัดเป็นผู้รับประโยชน์ จึงเป็นนวัตกรรมการบริหารศาสนสมบัติที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และช่วยตัดวงจรปัญหาข้อพิพาทมรดกได้อย่างเบ็ดเสร็จ
การนำระเบียบการเงินของวัดมาเชื่อมโยงกับระบบประกันชีวิต จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณา 3 ด้านหลัก เพื่อความบริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งทางโลกและทางธรรม ดังนี้:
เจตนาบริสุทธิ์: พระสงฆ์ไม่ได้ทำการซื้อขายเพื่อแสวงหากำไรส่วนตัว (ไม่ใช่การมุ่งเน้นผลตอบแทน IRR แบบทางโลก) แต่เป็นการร่วมมือเพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงให้แก่ศาสนสถาน
แยกแยะทรัพย์สิน: ทรัพย์ส่วนตัว (เช่น เงินนิตยภัต หรือลาภสักการะที่ระบุเจาะจงตัวบุคคล) สามารถนำมาบริหารจัดการได้ แต่หากเป็นเงินส่วนรวมของวัด จะต้องดำเนินการผ่านมติคณะกรรมการอย่างถูกต้อง ไม่ถือเป็นการสะสมทองเงินเพื่อกิเลสส่วนตัว
ห้ามใช้เงินบัญชีวัดโดยพลการ: พระสังฆาธิการหรือเจ้าอาวาส ไม่สามารถนำเงินจากบัญชีกลางของวัดไปจ่ายเบี้ยประกันชีวิตในชื่อส่วนตัวเพื่อผลประโยชน์ตนเองได้ เพราะเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ศาสนสมบัติ
กระบวนการที่ถูกต้อง: การใช้เงินวัดเพื่อสะสมเป็นทุนศาสนกิจล่วงหน้า จะต้องผ่าน "มติเห็นชอบจากคณะกรรมการวัดและไวยาวัจกร" โดยมีการบันทึกรายงานการประชุมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และลงระบบบัญชีวัดในหมวด "เงินสะสมเพื่อจัดตั้งกองทุนสวัสดิการและศาสนกิจ" อย่างโปร่งใส
ส่วนได้เสียในประกันภัย (Insurable Interest): ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วัดมีสถานะเป็นนิติบุคคล และมีส่วนได้เสียโดยตรงต่อชีวิตของพระสังฆาธิการ (เนื่องจากท่านเป็นผู้บริหารหลักในการจัดหาทุนและดำเนินศาสนกิจ) จึงสามารถจัดทำสัญญารูปแบบ Key Person หรือสวัสดิการองค์กรได้
การตัดปัญหาข้อพิพาทมรดก (ป.พ.พ. มาตรา 1623): ตามกฎหมาย ทรัพย์สินที่พระสงฆ์ได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศ เมื่อมรณภาพจะตกเป็นสมบัติของวัด เว้นแต่จะจำหน่ายโอนไปก่อน การระบุชื่อ "วัด..." เป็นผู้รับประโยชน์ในกรมธรรม์อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาทหรือการฟ้องร้องจากญาติโยมทางโลกเมื่อพระสงฆ์มรณภาพ และเงินสินไหมทั้งหมดจะโอนตรงเข้าบัญชีวัดเพื่อใช้ในงานศาสนกิจทันที
จัดประชุมคณะกรรมการวัด: เชิญเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร และตัวแทนชุมชนร่วมประชุมเพื่อขอมติจัดตั้งกองทุนสำรอง
ระบุวัตถุประสงค์ในรายงาน: บันทึกให้ชัดเจนว่า กองทุนนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นทุนสำรองในงานบวชภาคฤดูร้อน, งานกฐิน, หรือค่าน้ำ-ค่าไฟของวัด
ทำสัญญาจดแจ้ง (MOU Internally): จัดทำเอกสารแนบท้ายระบุว่าเบี้ยประกันชำระโดยกองทุนวัด และผลประโยชน์ทั้งหมดตกเป็นของวัด 100%
ประสานงานฝ่ายพิจารณารับประกัน: ส่งเอกสารมติคณะกรรมการวัดให้แก่บริษัทประกันภัยเพื่ออนุมัติการรับประกันในนามองค์กร
พร้อมรับตัวอย่าง ร่างรายงานการประชุมคณะกรรมการวัด เพื่อจัดตั้งกองทุนอย่างถูกต้องตามระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ